Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

kong&Ya

คนจีนยึดมั่นในเรื่องความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ  ทั้งที่ยังอยู่บนโลก และบนสวรรค์  เรามีวิถีชีวิตที่ผูกพันกันมาตั้งแต่เกิด  และเรื่องของบรรพบุรุษและครอบครัว  จึงเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมากสำหรับฉัน  ความอ่อนไหวนีเองที่นำทางฉันมาสู่ ” โครงการบ้านก๋ง”

บล๊อกนี้จึงเป็นสมุดบันทึกการเดินทางของฉันไปยังบ้านก๋ง  สถานที่ที่ดูเหมือนไร้จุดหมาย  ไร้ร่องรอย ไร้ความหวัง  แต่… คนเดินทางอย่างฉัน  มีหัวใจเต็มล้าน  ที่ต้องไปให้ได้   ส่วนจะไปถึงหรือไม่ ยังไม่มีคำตอบ

จุดเริ่มต้น

หากจะหาจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ให้แน่ชัด    คงต้องย้อนไปหลายวาระ หลายเหตุการณ์  แต่บอกได้เลยว่าแรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดโครงการฯนี้  เป็นแบบปัจจุบันทันด่วน และบีบหัวใจยิ่งนัก   ความคิดที่จะเกิดโครงการฯ เป็นเหมือนพายุที่เริ่มก่อตัว  วันแล้ววันเล่า   สะสม  สะสม  แข็งแรง และพร้อมที่จะพัดพาเราไปยังจุดหมาย

ราเริ่มที่แรงผลักดันแรก ที่สะกิดความคิดในสมองของฉัน

พายุความคิดเริ่มก่อตัว ……. ในคืนวันหนึ่งของงานสวดพระอภิธรรมศพญาติผู้พี่คนหนึ่ง   ที่เสียชีวิตในวัยที่ยังไม่สมควรจะจากโลกนี้ไป

เป็นเหตุการณ์ประจำของเราเมื่อหลังพระสวดเสร็จ  บรรดาญาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสมาชิกของครอบครัวในรุ่นเดียวกัน  จะมานั่งล้อมวงคุยในงานจนดึก  (หากเป็นสมัยก่อน ก็จะนอนค้างในงาน แบบที่เรียกว่า “เป็นเพื่อนผี ”  กันเลย แต่ทุกวันนี้ทางวัดเขาจะปิดศาลา เราจึงต้องแยกย้ายกันกลับบ้าน )

พวกเราคุยกันสนุกๆว่า เหตุการณ์ที่จะนำสมาชิกของตระกูลมาพบกันพร้อมหน้าแบบนี้   เห็นทีจะมีก็แต่งานศพเท่านั้น กระมัง  แถมปีนี้   สมาชิกของครอบครัวในรุ่นเดียวกับเรา คือ เป็นคนรุ่นที่ 3 ของตระกูล ก็ตายไป 3 คนแล้ว  แม้ตระกูลของเราจะมีสมาชิกมากกว่า 2 ร้อยคน  แต่การจากไปของญาติสนิทที่เคยอยู่ใกล้ชิดกันในช่วงเยาว์วัย ก็ทำให้คนรุ่นเดียวกันเศร้าใจทีเดียว

แต่ในกลุ่มคนที่เศร้าใจนี้  ยังมีคนๆหนึ่งที่ดูเหมือนจะหมดจิต หมดใจกับชีวิตรวมอยู่ด้วย  คนนั้นคือ    อาผู้หญิง  ลูกสาวคนสุดท้ายของก๋ง และย่า ที่ยังมีชีวิตอยู่หลังจาก  เตี่ย แม่ และพี่น้อง ได้ทยอยจากไปคนแล้วคนเล่า  อาหญิง ดูเหมือนจะเหงา ลงไปทุกวัน นับตั้งแต่ที่ต้องมีชีวิตอยู่คนเดียว  แม้จะมีหลานอยู่เป็นเพื่อน แต่ก็ยังอดที่จะคิดถึง พี่ๆน้องๆ ไม่ได้  หลายครั้งที่อาหญิง เอ่ยถึงพี่ชาย และ น้องสาว ขึ้นมาโดยไม่มีเหตุเกี่ยวข้อง   มีเพียงความคิดถึงเท่านั้นที่เป็นแรงขับดันจิตใจ

ในปีนี้ หลังจากต้องไปงานศพหลาน 3 คน ติดๆกัน อาหญิงดูเหมือนว่าจะสูญเสียจิตวิญญาณไปจนหมดสิ้น  ท่านนั่งนิ่งไร้ความรู้สึก  จิตใจของท่านล่องลอยไปในความฝัน  ฉันคุกเข่าลงตรงหน้าพยายามพูดคุย แต่ไร้ความหมาย  ฉันนึกเสียดายวันเวลาที่ผ่านมา  วันที่ฉันมัวแต่ทำงาน  และเห็นความสำคัญของคนอื่นมากกว่าญาติผู้ใหญ่คนเดียวที่ยังเหลืออยู่  วันที่ฉันไม่ได้มาเยี่ยม แม้จะเป็นวันเกิดของท่าน  แต่วันนี้ ฉันกลับมานั่งคุยในเวลาที่ท่านไม่รับรู้อะไรแล้ว  บอกอาหญิงในใจว่า “ ไม่ต้องคุยกับหนูก็ได้  ขอแค่มองมาที่หนูก็พอแล้ว “  แต่ความหวังก็ไร้ผล ( นึกสมน้ำหน้าตัวเองเสียจริง ……….)

จากอาการของอาหญิงที่ทรุดลงอย่างรวดเร็ว  ทำให้บรรดาสมาชิกพี่น้องในตระกูล ต้องหันหน้ามาปรึกษากันว่า เราจะทำอะไรให้อาหญิงของเรามีความสุขได้บ้าง  และหนึ่งในความคิดคือ การจัดงานวันเกิดให้   โดยจะเป็นงานที่รวมสมาชิกทุกคนของตระกูลมาให้มากที่สุด เพื่อมาอวยพรท่าน  อย่างน้อย อาหญิงคงจะมีความรู้สึกที่ดี เมื่อเห็นลูกหลานมาอวยพร พร้อมหน้าพร้อมตา

ที่จริงความคิดแบบนี้มีมาหลายครั้งแล้ว  แต่ก็ไม่เริ่มจัดกันเสียที  ปีแล้วปีเล่าที่วันเกิดของอาหญิงผ่านไปอย่างเงียบเหงา   ปีนี้ หลังจากเห็นท่านอ่อนแอลงอย่างคาดไม่ถึง  และเรารู้แล้วว่าคงผลัดวันประกันพรุ่งอีกต่อไปไม่ได้    ในที่สุดงานวันรวมญาติก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างรวดเร็ว  ………..

แรงผลักดันที่สองในการจัดงานวันรวมญาติของตระกูล  ฉันได้รับหน้าที่  (หรือพูดอีกที ก็คือ ฉันรับอาสาด้วยความอยากทำดีกว่า  ) เป็นคนรวบรวมข้อมูลของตระกูลตั้งแต่เริ่มต้น คือเริ่มจากคนสองคน มาพบกันเพื่อสร้างครอบครัว

ในการรวบรวมข้อมูลนี้ ฉันโชคดี ที่ได้เคยคุยกับอาหญิงไว้ในช่วงที่ท่านยังมีสุขภาพดี  (ซึ่งก็ไม่นานนัก ) และจดบันทึกเอาไว้บ้าง  เพียงแต่จดแล้วก็วางไว้เฉยๆ ไม่คิดจะนำมาทำให้เกิดประโยชน์อะไร  วันนี้จึงเป็นเรื่องไม่ยากที่จะ  ต่อยอดให้ประวัติของตระกูลฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง  เพื่อเล่าให้ลูกหลานได้รับรู้ไว้

การเขียนประวัติของครอบครัว เป็นงานง่ายๆที่ใช้เวลาไม่นานนัก  แค่นั่งเขียนตลอดคืนตั้งแต่ ช่วงเย็นจนถึงเช้า ฉันก็สามารถพิมพ์ออกมาให้ผู้คนอ่านได้แล้ว  แต่สิ่งที่ยากเย็นแสนเข็ญคือการรวบรวมรูปเก่าๆ มาประกอบเรื่องให้ตรงกัน  เพราะรูปของครอบครัวกระจัดกระจายไปอยู่หลายที่ หลายบ้าน บ้างก็สูญหาย  บ้างก็เสื่อมสภาพ  การรวบรวมและคัดเลือกภาพจึงใช้เวลาร่วมเดือน  ก่อนที่จะ Scan ภาพเข้าสู่ระบบดิจิตอล เพื่อใช้ในการถ่ายทอดให้สมาชิกของครอบครัวได้ชมพร้อมๆกัน

การที่ได้นั่งดูรูปเก่าๆ  เป็นร้อยๆรูปเพื่อเลือก ให้ตรงกับช่วงวันเวลาของแต่ละเหตุการณ์  วันแล้ว …วันเล่า… ที่สุดฉันก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเข้าไปอยู่ในภาพเหล่านั้น  ฉันเหนื่อย อ่อนเพลีย  และมีอาการวูบไปหลายครั้ง แบบไม่เต็มใจ    สุดท้ายในบ่ายของวันหนึ่งที่ต้องยอมรับว่าหมดแรง  และของีบพักสายตาสักช่วง   จำไม่ได้ว่าหลับไปนานเท่าใด  รู้แต่ว่าเมื่อสดุ้งตื่นขึ้นมา  ก็เรียกหา  เตี่ย แม่ ก๋ง และย่า ผู้ที่จากไปนานแล้ว  รู้สึกราวกับว่ายังอยู่ด้วยกันเหมือนเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก    การตื่นขึ้นมาพบตัวเองอยู่คนเดียววันนี้ ช่างเป็นเวลาที่เหงาสุดชีวิต  ฉันอยากให้พวกเขากลับมาอยู่กับฉันอีกสักครั้ง  และจากวันนั้น ฉันเริ่มรู้ตัวว่า ฉันกำลังโดนโรคซึมเศร้า เข้าครอบงำเสียแล้ว

เมื่อเตรียมรูป และเรื่องพร้อมแล้ว   การนำภาพมาประกอบเข้ากับเรื่อง ก็ยิ่งส่งให้อารมณ์ซึมซับเรื่องราวในอดีตมากขึ้น จนต้องร้องไห้ทุกครั้ง ที่นั่งทำงาน  ฉันดูรูปก๋ง ย่า เตี่ย และ แม่  ใจอยากจะซบหน้าลงบนอกของท่าน ขอเพียงแค่ให้ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจท่านสักครั้ง   ปรารถนาให้ท่านมีชีวิตอยู่กับฉันอีกสักครั้ง   ได้โปรดอยู่กับลูกด้วยเถอะ …..

แม้น้ำตาจะทำให้มองภาพเก่าๆที่กองอยู่ตรงหน้าไม่ชัด  แต่ มีภาพหนึ่งที่สะกิดใจฉัน จนต้องหยิบขึ้นมาดูแล้วดูอีก  รูปบ้านเก่าของก๋ง บนเกาะไหหลำ  ที่ซึ่งไม่เคยอยู่ในความคิดของฉันว่าจะไปเที่ยวเลย  น่าแปลกใจ ที่ฉันไปได้เกือบทั่วโลก  แต่บ้านเดิมของก๋ง  ฉันกลับไม่คิดจะไป

………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

21 มกราคม 2553

นึกถึงเมื่อห้าสิบปีที่ผ่านมา   ตอนฉันเป็นเด็ก  ฉันรู้สึกอายทุกครั้งที่มีคนถามว่าเป็นคนจีนหรือไม่  แม้ฉันจะเป็นลูกครึ่ง แต่ฉันก็มีสายเลือดจีน   โรงเรียนของฉันมีแต่ลูกเจ้าขุนมูลนาง   ในตอนนั้นฉันอายเหลือเกินที่จะบอกเพื่อนๆว่าฉันมี  ” เตี่ย” ฉันอยากเรียก” พ่อ” มากกว่า   แต่ในวันนี้ ฉันรู้แล้วว่า คำว่า ” เตี่ย” เป็นคำที่ไพเราะและมีความหมายต่อชีวิตฉันเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อหวนกลับไปนึกถึงมัน  ฉันกลับเกลียดตัวเองที่รู้สึกเช่นนั้น  และ ขอกราบคารวะต่อบรรพบุรุษทุกท่านว่า  ฉันรู้สึกภูมิใจอย่างที่สุดแล้ว  ที่เกิดมาในครอบครัวคนจีนไหหลำของเรา

และไม่ว่าจะยากเข็ญอย่างไร ฉันจะไปไหว้สุสานของบรรพบุรุษที่เกาะไหหลำให้ได้